กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึษา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

ข้อปฏิบัติสำหรับนศ.ที่จบการศึกษาคะ

อีเมล พิมพ์ PDF

การแจ้งสถานภาพผู้กู้

กรณีผู้กู้ยืมศึกษาอยู่ หรือสำเร็จการศึกษาไม่ถึง 2 ปี แต่ได้รับจดหมายแจ้งภาระหนี้ 

    ตามหลักเกณฑ์แล้วจะยังถือว่าไม่เป็นผู้ครบกำหนดชำระหนี้ผู้กู้จะต้องทำ "หนังสือแบบรายงานสถานภาพการศึกษา (กยศ. 204)" และให้สถาบันการศึกษารับรองทุกปีจนกว่าจะจบการศึกษา สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้วไม่ถึง 2 ปี ให้ผู้กู้ยืมนำหนังสือรับรองการสำเร็จการศึกษาหรือใบปริญญาบัตรหรือใบประกาศนียบัตรหรือรายงานผลการศึกษา (Transcript) ไปให้สาขาของธนาคารเพื่อเปลี่ยนวันครบกำหนดชำระหนี้    

แจ้งเปลี่ยนที่อยู่ / ที่ทำงาน / สถาะอื่น ๆ 
     ในกรณีที่ผู้กู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงสถานะของตนเอง เช่น เปลี่ยนชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เลขที่บัญชีเงินฝาก เข้าทำงานหรือย้ายสถานที่ทำงาน ผู้กู้ยืมจะต้องทำ "หนังสือแบบรายงานข้อมูลผู้กู้ยืมเงิน (กยศ.108) และจัดส่งให้ธนาคารตามที่อยู่ต่อไปนี้
ธนาคารกรุงไทย
ฝ่ายบริหารโครงการภาครัฐ บมจ. ธนาคารกรุงไทย อาคารสุขุมวิท ชั้น 14
เลขที่ 10 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
ฝ่ายโครงการพิเศษธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
อาคารคิวเฮ้าส์ อโศก ชั้น 14 เลขที่ 66 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

  กรณีผู้กู้ยืมถึงแก่กรรม      หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจะเป็นอันระงับไป โดยให้บิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้ค้ำประกัน หรือทายาทแจ้งผ่านธนาคารกรุงไทย ภายใน 7 วัน พร้อมแนบหลักฐาน เป็นสำเนาใบมรณะบัตร หรือสำเนาทะเบียนบ้านที่ระบุการตายของผู้กู้ยืม โดยมีเจ้าหน้าที่ราชการประทับตราและลงลายมือชื่อรับรอง และผู้ปกครองต้องรับรอง สำเนาถูกต้อง
   หากผู้กู้ยืมยังอยู่ระหว่างการศึกษา ให้สถานศึกษามีหน้าที่แจ้งการเสียชีวิตของผู้กู้ยืมต่อกองทุนฯ ผ่านทางธนาคาร

  กรณีผู้กู้ยืมพิการหรือทุพพลภาพ       หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจะเป็นอันระงับไป โดยให้ยื่นเอกสารต่อธนาคารกรุงไทย เพื่อเสนอกองทุนฯ พิจารณาระงับการเรียกให้ชำระหนี้ตามสัญญา ดังนี้
1. สำเนาสมุดประจำตัวคนพิการ
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน
3. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน
4. รายงานการตรวจทางการแพทย์
5. ใบรับรองแพทย์
** สำเนาเอกสารทุกฉบับต้องรับรองสำเนาถูกต้องจากผู้กู้ยืม ผู้ค้ำประกัน หรือผู้ปกครองทุกฉบับ

การติดตามทวงถามหนี้

หากผู้กู้มาชำระหนี้ หลังวันที่ 5 กรกฎาคม จะถือว่าผู้กู้ ผิดนัดชำระหนี้ซึ่งผู้กู้จะถูกคิด เบี้ยปรับโดยเบี้ยปรับจะถูกคำนวณจากยอดเงินต้นที่ค้างชำระในแต่ละงวดและคำนวณตามจำนวนวันที่ค้างชำระ ในอัตรา 12% ต่อปีกรณีค้างชำระไม่เกิน 12 เดือน และอัตรา 18% ต่อปีกรณีค้างชำระเกิน 12 เดือน

สำหรับการติดตามทวงถามหนี้ ปัจจุบันกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กำหนดให้ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ติดตามทวงถามหนี้ถึงผู้กู้/ผู้ค้ำประกันที่ค้างชำระในแต่ละปีการศึกษา รวมทั้งหมด 5 ครั้งด้วยกันคือ เดือนสิงหาคม เดือนตุลาคม เดือนธันวาคม เดือนกุมภาพันธ์ และเดือนพฤษภาคม

การฟ้องร้องดำเนินคดี

แนวปฏิบัติในการถอนฟ้อง

 ประเด็นที่ 1 กรณีที่ผู้กู้ยืมต้องการให้มีการถอนฟ้อง ปัจจุบันกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อกาดรศึกษาได้วางหลักเกณฑ์ไว้ ดังนี้ :-

1.       ต้องต้องชำระหนี้เสร็จสิ้น (pay off ) ได้ที่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา โดยใช้เลขประจำตัวประชาชน และ

        2. ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าทนายความ อีกต่างหาก จำนวนเงิน 5,500.-บาท (ห้าพันห้าร้อยบาทถ้วน) ชำระผ่านระบบ Teller Payment Company code 9067 ของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาโดยกรอกรายละเอียด ในใบชำระค่าทนายความกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ดังนี้ :-

            Reference No 1. เลขประจำตัวประชาชนผู้กู้

            Reference No 2. รหัส สนง.ทนายความ  ( ดูจากคำขอท้ายฟ้องหรือ ผู้กู้ยืมสอบถามจากทนายความ หากไม่ทราบให้ใส่

            ศูนย์  3 ตัว  “ 000 “ )

            Reference No 3. เลขที่คดีดำ (5 หลัก) / ประจำปี (4 หลัก)

            (ตัวอย่างใบรับชำระค่าทนายความกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา”)

       3. ส่งหลักฐานการชำระหนี้ และหลักฐานการชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าทนายความ ตามข้อ 1-2 พร้อมสำเนาบัตรประชาชน ระบุหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ พร้อมระบุว่า ขอถอนฟ้องส่งโทรสารหมายเลข 0-2643-1470 ถึงฝ่ายบริหารหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

 ประเด็นที่ 2  ผู้กู้ที่มี 2 Student Code

วิธีดำเนินการ

กรณีที่ 1 หาก Code ที่ 1 ผู้กู้ได้ชำระตามปกติ Code ที่ 2 ถูกฟ้องในปีนี้

          ให้ผู้กู้ยืมส่งรายละเอียด ชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน Student Code ที่มีการชำระหนี้หมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ ส่งโทรสารหมายเลข 0-2643-1470 ถึง ฝ่ายบริหารหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อทำการถอนฟ้องโดยผู้กู้ยืมไม่ต้องชำระค่าทนายความ

กรณีที่ 2 หาก Code ที่เคยถูกฟ้องแล้ว หรือไม่เคยชำระหนี้ Codeที่ 2 ถูกฟ้องในปีนี้

           กองทุนฯ จะไม่ทำการถอนฟ้องให้ เนื่องจาก ผู้กู้ยืมมียอดหนี้ค้างตามเงื่อนไขที่ต้องถูกดำเนินคดี

กรณีที่ 3  เป็นผู้กู้ 2 Student Code โดยกองทุนฯ และธนาคาร ไม่ทราบ และถูกฟ้อง 2 สนง. ทนายความ

           หากผู้กู้ยืมประสงค์ให้กองทุนฯ ดำเนินการถอนฟ้อง ต้องชำระหนี้และค่าทนายความ จำนวน 5,500.- บาท (ปฏิบัติตามวิธีที่ได้อธิบายในประเด็นที่ 1)

ประเด็นที่ 3  ผู้กู้อยู่ระหว่างการศึกษาหรือเพิ่งสำเร็จการศึกษาแต่ถูกฟ้องเนื่องจากไม่ได้แจ้งสถานภาพการศึกษา

            หากผู้กู้ยืมเคยกู้ยืม  แล้วไม่ได้กู้ต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษา  แต่ไม่ได้แจ้งสถานะว่าอยู่ระหว่างศึกษา  ธนาคารจะตัดข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่ระบบผู้กู้ที่ครบกำหนดชำระหนี้

วิธีดำเนินการ  ให้ผู้กู้ยืมส่งหลักฐานการศึกษา  ผู้กู้ศึกษาต่อเนื่องโดยไม่มีการเลิก หรือ จบการศึกษา  แม้ไม่ได้กู้ยืม (กรณีนี้ต้องเป็นการศึกษาต่อเนื่องกันไม่เกินระดับปริญญาตรีใบแรก) ส่งโทรสาร ถึง ฝ่ายบริหารหนี้  เพื่อดำเนินการถอนฟ้อง(สำหรับเจ้าหน้าที่  ฝ่ายบริหารหนี้  กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา  เมื่อตรวจสอบหลักฐานและดำเนินถอนฟ้องแล้ว  จะต้องทำหนังสือถึงธนาคาร  เพื่อทำการยกเว้นดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ  สำหรับผู้กู้รายดังกล่าว)

ประเด็นที่ 4  ผู้กู้บวช / ติดคุก

วิธีดำเนินการ  ทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปศาลแทน  หรือ  ชำระหนี้และค่าทนายความ  (ปฏิบัติตามวิธีที่ได้อธิบายในประเด็นที่ 1)

ประเด็นที่ 5  ผู้กู้พิการที่ถูกฟ้อง

วิธีดำเนินการ  ส่งหลักฐานสำเนาหมายเรียกคดี  พร้อมหลักฐานผู้พิการ  เพื่อพิจารณาถอนฟ้อง  ดังนี้

1.       สำเนาสมุดประจำตัวผู้พิการ (ทุกหน้าที่มีการจดบันทึก)

2.       สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  และ  สำเนาทะเบียนบ้านของผู้กู้ยืม

3.       สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  และ  สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ค้ำประกัน

4.       ใบรับรองความพิการ (ออกโดยแพทย์)

5.       ใบรับรองแพทย์

กรณีนี้ไม่มีการพิจารณาระงับหนี้ให้  จนกว่าจะได้มีการพิจารณาว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดและหากผู้กู้ยืมต้องไปศาล  ก็ให้ไปศาลก่อน  หลักจากนั้นหากสามารถระงับหนี้ได้  กองทุนฯ จะดำเนินการระงับหนี้ให้

ประเด็นที่ 6  กรณีผู้กู้ยืมที่เข้าร่วมโครงการไกล่เกลี่ยฯ  แต่ถูกดำเนินคดี

            หากผู้กู้ยืมแจ้งว่าได้เข้าร่วมโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี  ให้ส่งสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ (ก่อนฟ้อง)  ชื่อ  ที่อยู่  และหมายเลขโทรศัพท์  ส่งโทรสาร  หมายเลข 0-2643-1470  ถึงฝ่ายบริหารหนี้  กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อตรวจสอบ  และดำเนินการถอนฟ้องต่อไป

หมายเหตุ  หากเข้าเงื่อนไขการถอนฟ้องไม่ว่ากรณีใดๆ  ต้องรับการอนุมัติจากกองทุนฯ ก่อน

หลักเกณฑ์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ  มีดังต่อไปนี้

          1.  ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ  สำนักงานทนายความต้องดำเนินการแจ้งให้ผู้กู้ยืม (จำเลยที่ 1)  นำตัวผู้ค้ำประกันทุกคนมาด้วย  ในวันทำสัญญาที่ศาล  กรณีผู้ค้ำประกันมาศาลไม่ได้ต้องทำหนังสือมอบอำนาจให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน  หากผู้ค้ำประกันไม่มา  หรือ  ไม่มีการมอบอำนาจ  จะให้ผู้กู้ยืมทำสัญญามิได้

          2.  ให้จำเลยทั้งหมดทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อชำระหนี้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญากู้  พร้อมทั้งดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ค้างชำระหนี้จนถึงวันที่ทำสัญญา  โดยให้ถือเป็นทุนทรัพย์ในการทำสัญญา

          3.  ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันผ่อนชำระตามข้อ 1.  เป็นรายเดือน  เป็นเวลาไม่เกิน 9 ปี  ตามอัตราและเงื่อนไขที่ กยศ. กำหนด

          4.  กำหนดให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชำระดอกเบี้ยในระหว่างการผ่อนชำระในอัตราร้อยละ 1 ต่อปีของเงินต้นที่ค้างชำระ  กรณีจำเลยผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่ง  ให้เสียเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินงวดที่ผิดนัดในแต่ละงวด

          5.  กำหนดให้จำเลยไปชำระหนี้เงินกู้ยืมที่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ได้ทุกสาขา  ตามเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้กู้ยืม

          6.  กำหนดให้จำเลยไปจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมศษลและค่าทนายความ  ตามที่ศาลพิจารณากำหนดให้ตามคำพิพากษาตามยอมผ่านระบบ Teller  Payment 9067  ที่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย  ทุกสาขา

          7.  จำเลยควรเก็บคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลไว้เป็นหลักฐานประกอบการผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม  โดยในการชำระหนี้ลูกหนี้สามารถใช้หมายเลขประจำตัวประชาชนในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมได้ที่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา

          8.  กำหนดให้จำเลยส่งหลักฐานการชำระเงินกู้ยืมคืนให้แก่  สนง.ทนายความ  เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 3 งวด       

          9.  ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามยอม

          10. ในกรณีที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กยศ. กำหนด  สำนักงานทนายความจะดำเนินการทำสัญญาดังกล่าวโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก กยศ. มิได้

          11. บมจ.ธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่ จะทยอยปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาของศาลให้กับผู้กู้ยืมที่ถูกดำเนินคดี เพื่อให้ยอดหนี้ตรงตามคำพิพากษาของศาลต่อไป ดังนั้น  หากลูกหนี้รายใดประสงค์ที่จะชำระหนี้เสร็จสิ้นตามคำพิพากษาของศาล ควรติดต่อ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ฝ่ายบริหารโครงการภาครัฐ โทรศัพท์หมายเลข 02-208-8658-59 เพื่อตรวจสอบยอดหนี้ที่ถูกต้องก่อนการปิดบัญชีต่อไป

การขอผ่อนผันการชำระหนี้

หลักเกณฑ์การขอผ่อนผันชำระหนี้      

หลักเกณฑ์

เอกสารเพื่อประกอบการพิจารณา

หลักเกณฑ์

1. เป็นผู้ไม่มีรายได้

- แบบฟอร์ม กยศ. 202, 203
- หนังสือรับรองจากผู้ใหญ่บ้านหรือข้าราชการ ระดับ 5 ขึ้นไป
- สำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวข้าราชการผู้รับรอง

 

- ยืดเวลาได้คราวละไม่เกิน 6 เดือน
รวมแล้วไม่เกิน 2 ปี

2. เป็นผู้รายได้ต่ำกว่า
เดือนละ 4,700.-บาท

- แบบฟอร์ม กยศ. 202, 203
- หนังสือรับรองจากผู้ใหญ่บ้าน หรือ
ข้าราชการ ระดับ 5 ขึ้นไป
- หนังสือรับรองรายได้/แสดงรายได้
จากหน่วยงาน
- สำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวข้าราชการผู้รับรอง

- ผ่อนชำระได้ไม่ต่ำกว่า 300 บาทต่อเดือน หรือ 2,400 บาทต่อปี แต่ไม่น้อย กว่าดอกเบี้ย

3. เป็นผู้ประสบภัยพิบัติ
จากธรรมชาติ, สงคราม,
จลาจล

- แบบฟอร์ม กยศ. 202, 203
- หนังสือรับรองจากผู้ใหญ่บ้าน หรือ
ข้าราชการระดับ 5 ขึ้นไป ตำรวจ ยศ ร.ต.ต. ขึ้นไป
- สำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวผู้รับรอง

- ยืดเวลาได้คราวละไม่เกิน 6 เดือน
รวมแล้วไม่เกิน 2 ปี


ผู้กู้ยืมต้องดำเนินการติดต่อกับธนาคารเพื่อขอผ่อนผันชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ครบกำหนดชำระหนี้แต่ละงวด และหากพ้นวันที่ครบกำหนดชำระแล้ว ( 5 กรกฎาคมของทุกปี) ถือว่าผู้กู้ค้างชำระหนี้ จะต้องเสียเบี้ยปรับและถูกติดตามหนี้จนกว่าจะได้รับอนุมัติผ่อนผันชำระหนี้ ระงับการติดตามจากกยศ.และถือเป็นหนี้ปกติต่อไป

การชำระหนี้

หลักเกณฑ์การชำระหนี้

กรณีทำสัญญากับธนาคารกรุงไทย   

     1. เมื่อผู้กู้ยืมเงินสำเร็จการศึกษา หรือเลิกการศึกษาเป็นเวลา 2 ปี ถือว่าผู้กู้ยืมเป็นผู้ครบกำหนดชำระหนี้ ผู้กู้ยืมเงินมีหน้าที่ต้องชำระเงินกู้ยืมคืนให้กับกองทุนตามระยะเวลา และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบของคณะกรรมการกองทุนฯ
     2. ผู้กู้ยืมที่กำลังศึกษาอยู่และไม่ได้กู้ยืมเงินติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี และไม่ได้แจ้งสถานภาพการเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาให้ธนาคารทราบ ถือว่าเป็นผู้ครบกำหนดชำระหนี้
     3. ก่อนวันที่ 5 กรกฎาคมของปีที่ครบกำหนดชำระหนี้ ผู้กู้ยืมที่ครบกำหนดชำระหนี้งวดแรกจะได้รับหนังสือจากธนาคาร เพื่อแจ้งเงินต้นทั้งหมด จำนวนเงินที่ต้องชำระหนี้งวดแรก ค่าธรรมเนียมการชำระหนี้ รวมทั้งตารางการชำระหนี้ของแต่ละปี
     4. ผู้กู้ยืมที่ครบกำหนดชำระหนี้จะต้องชำระหนี้งวดแรกภายในวันที่ 5 กรกฎาคม ของปีที่ครบกำหนดชำระหนี้
     5. ผู้กู้ยืมจะต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปีของเงินต้นคงค้างของปีที่ 1 เป็นต้นไป โดยจะต้องชำระหนี้ภายในวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี และจะต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 15 ปี นับจากวันครบกำหนดชำระหนี้งวดแรก
     6. ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้คืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดคือภายในวันที่ 5 กรกฎาคม ของทุกปี ถือว่าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งผู้กู้ยืมจะต้องเสียเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของเงินต้นที่ค้างชำระในงวดนั้น กรณีค้างชำระไม่เกิน 12 เดือน และจะต้องเสียเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของเงินต้นงวดที่ค้างชำระทั้งหมด กรณีค้างชำระเกิน 12 เดือน                  

 กรณีทำสัญญากับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
     1. เมื่อผู้กู้ยืมเงินสำเร็จการศึกษา หรือเลิกการศึกษาเป็นเวลา 2 ปี ถือว่าผู้กู้ยืมเป็นผู้ครบกำหนดชำระหนี้ ผู้กู้ยืมเงินมีหน้าที่ต้องชำระเงินกู้ยืมคืนให้กับกองทุนตามระยะเวลา และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบของคณะกรรมการกองทุนฯ
     2. ผู้กู้ยืมที่กำลังศึกษาอยู่และไม่ได้กู้ยืมเงินติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี และไม่ได้แจ้งสถานภาพการเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาให้ธนาคารทราบ ถือว่าเป็นผู้ครบกำหนดชำระหนี้
     3. ก่อนวันที่ 5 กรกฎาคมของปีที่ครบกำหนดชำระหนี้ ผู้กู้ยืมที่ครบกำหนดชำระหนี้งวดแรกจะได้รับหนังสือจากธนาคาร เพื่อแจ้งเงินต้นทั้งหมด จำนวนเงินที่ต้องชำระหนี้งวดแรก ค่าธรรมเนียมการชำระหนี้ รวมทั้งตารางการชำระหนี้ของแต่ละปีให้ผู้กู้ยืมทราบ
     4. ผู้กู้ยืมที่ครบกำหนดชำระหนี้จะต้องชำระหนี้งวดแรกภายในวันที่ 5 กรกฎาคม ของปีที่ครบกำหนดชำระหนี้
     5. ผู้กู้ยืมจะต้องเสียค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้ ร้อยละ 1 ต่อปีของเงินต้นคงค้างของปีที่ 1 เป็นต้นไป โดยจะต้องชำระหนี้ภายในวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี และจะต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 15 ปี นับจากวันครบกำหนดชำระหนี้งวดแรก
     6. ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้คืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดคือภายในวันที่ 5 กรกฎาคม ของทุกปี ถือว่าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งผู้กู้ยืมจะต้องเสียค่าธรรมเนียมจัดการกรณีผิดนัดชำระหนี้ร้อยละ 12 ต่อปี ของเงินต้นที่ค้างชำระในงวดนั้น กรณีค้างชำระไม่เกิน 12 เดือน และจะต้องเสียค่าธรรมเนียมจัดการกรณีผิดนัดชำระหนี้ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของเงินต้นงวดที่ค้างชำระทั้งหมด กรณีค้างชำระเกิน 12 เดือน

    วิธีนับระยะเวลาครบกำหนดชำระหนี้    ตัวอย่าง ผู้กู้ยืมสำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาในปีการศึกษา 2554 ผู้กู้ยืมจะครบกำหนดชำระหนี้งวดแรกภายใน วันที่ 5 กรกฎาคม 2557   

การสอบถามยอดหนี้

กรณีทำสัญญากับธนาคารกรุงไทย
     1. ทาง INTERNET http://www.studentloan.ktb.co.th/ โดยป้อนรหัสผ่านเป็นเลขบัตรประจำตัวประชาชน และวัน เดือน ปีเกิด(พ.ศ.) ของตนเอง
     2. ทางศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลข 1551
     3. ทางตู้ ATM ของ บมจ. ธนาคารกรุงไทย
     4. ทาง HELP DESK หมายเลข 0-2208-8699
     5. สาขา บมจ. ธนาคารกรุงไทย ทุกแห่ง

กรณีทำสัญญากับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
     ผู้กู้ยืมสามารถสอบถามยอดหนี้ของตนได้ 3 ช่องทาง ดังนี้
     1. ผ่านระบบ e-studentloan ทาง www.studentloan.or.th เลือกข้อ 03 ขอดูยอดหนี้ผู้กู้
     2. ทาง HELP DESK หมายเลข 02-650-6999 ต่อ 5154 - 5155
     3. สาขาธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยทุกแห่ง

การชำระหนี้
กรณีทำสัญญากับธนาคารกรุงไทย การชำระหนี้สามารถชำระได้ 5 ช่องทาง ดังนี้
     1. ชำระโดยการหักบัญชีอัตโนมัติจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ของผู้กู้ยืม โดยจะต้องแจ้งความประสงค์กับธนาคารให้หักบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ตอนทำสัญญา กู้หรือบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ผู้กู้ยืมเปิดใหม่ และผู้กู้จะต้องนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากฯ ก่อนวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี (กรณีชำระหนี้เป็นรายปี) หรือก่อนวันที่ 5 ของทุกเดือน (กรณีชำระเป็นรายเดือน) ผู้กู้ยืมจะต้องนำสมุดบัญชีเงินฝากฯ ไปปรับรายการหักบัญชีที่สาขาและเก็บไว้เป็นหลักฐาน
     2. ชำระที่เคาน์เตอร์ บมจ.ธนาคารกรุงไทย โดยธนาคารมีสาขาบริการกว่า 900 สาขาทั่วประเทศ ผู้กู้ยืม สามารถชำระหนี้ มากกว่าหรือเท่ากับหรือน้อยกว่าจำนวนเงินที่ต้องชำระก็ได้ ผู้กู้ยืมจะได้รับใบรับเงินเพื่อชำระหนี้กองทุนฯ ไว้เป็นหลักฐาน
     3. ชำระที่เครื่องฝาก/ถอนเงินอัตโนมัติ (ATM/ADM) ของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย กว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ มากกว่าหรือเท่ากับหรือน้อยกว่าจำนวนเงินที่ต้องชำระก็ได้ ผู้กู้ยืมจะได้รับ "ใบบันทึกรายการชำระหนี้ กยศ." ไว้เป็นหลักฐาน
     4. ชำระทาง INTERNET http://www.ktb.co.th ของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้มากกว่าหรือเท่ากับหรือน้อยกว่าจำนวนเงินที่ต้องชำระก็ได้ โดยผู้กู้ต้องสมัคร KTB Online
     5. ชำระผ่านโทรศัพท์มือถือ (KTB ONLINE AT MOBILE) ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้มากกว่าหรือเท่ากับหรือน้อยกว่าจำนวนเงินที่ต้องชำระก็ได้ โดยผู้กู้สามารถสมัครใช้บริการผ่านตู้ ATM, KTB ONLINE และสาขาของธนาคาร

กรณีทำสัญญากับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย การชำระหนี้สามารถชำระได้ 2 ช่องทาง ดังนี้
     1. ชำระโดยการหักบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยของผู้กู้ยืม โดยต้องแจ้งความประสงค์กับธนาคารให้หักบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ตอนทำสัญญากู้ ยืมเงินเพื่อการศึกษา หรือเปิดบัญชีใหม่และผู้กู้ยืมเงินต้องนำเงินฝากเข้าบัญชีก่อนวันที่ 5 กรกฎาคม ของทุกปี
     2. ชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยทั่วประเทศ ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้มากกว่าที่กำหนดชำระได้ โดยผู้กู้ยืมจะได้รับใบรับเงินเพื่อชำระหนี้กองทุนฯ ไว้เป็นหลักฐาน

    การชำระหนี้ก่อนกำหนด   ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้คืนกองทุนทั้งหมดหรือบางส่วนในช่วงก่อนสำเร็จการศึกษา หรือช่วงระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปีได้ โดยผู้กู้ยืมไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้

วิธีการชำระหนี้

กรณีทำสัญญากับธนาคารกรุงไทย
      1. การติดต่อในครั้งแรก
          ผู้กู้ยืมทุกรายต้องติดต่อแสดงตนในการชำระหนี้ที่ บมจ. ธนาคารกรุงไทย สาขาใดก็ได้ที่ท่านสะดวก ดังนี้
          1.1 กรอกหนังสือแสดงตนในการชำระหนี้ (กยศ.201)
          1.2 หากผู้กู้ยืมประสงค์จะเปลี่ยนงวดการชำระหนี้จากรายปีเป็นรายเดือนสามารถทำได้ โดยให้ผู้กู้ยืมเงินแจ้งความประสงค์
          1.3 แจ้งจำนวนเงินที่ผู้กู้ยืมประสงค์จะชำระหนี้งวดแรก พร้อมชำระหนี้ โดยผู้กู้ยืมจะได้รับใบรับเงินเพื่อชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นหลักฐาน
      * ในการชำระหนี้ผู้กู้ยืมจะต้องเสียค่าธรรมเนียม ครั้งละ 10 บาท
     2. การชำระหนี้ครั้งต่อไป
            2.1 นำ เงินเข้าฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของผู้กู้ที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้แก่ ธนาคารโดยต้องมีเงินบัญชีมากพอกับต้นเงินงวดที่ต้องชำระกับงวดที่ค้างชำระ (หากมี) ดอกเบี้ย และ เบี้ยปรับ (ถ้ามี) หรือ  
           2.2 ชำระที่เคาน์เตอร์ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ
           2.3 ชำระที่เครื่องฝาก/ถอนเงินอัตโนมัติ (ATM/ADM) ของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย
           2.4 ชำระทาง INTERNET http://www.ktb.co.th ของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย
           2.5 ชำระผ่านโทรศัพท์มือถือ (KTB ONLINE AT MOBILE)

กรณีทำสัญญากับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
     1. การติดต่อชำระหนี้ครั้งแรก
          ผู้กู้ยืมทุกรายต้องติดต่อแสดงตนในการชำระหนี้ที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สาขาใดก็ได้ที่ท่านสะดวก ดังนี้
          1.1 กรอกหนังสือแสดงตนในการชำระหนี้ (กยศ.201)
          1.2 หากผู้กู้ยืมประสงค์จะเปลี่ยนงวดการชำระหนี้จากรายปีเป็นรายเดือนสามารถทำได้ โดยให้ผู้กู้ยืมเงินแจ้งความประสงค์
          1.3 แจ้งจำนวนเงินที่ผู้กู้ยืมประสงค์จะชำระหนี้งวดแรกพร้อมชำระหนี้ โดยผู้กู้ยืมจะได้รับใบรับเงินเพื่อชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นหลักฐาน
           * ในการชำระหนี้ผู้กู้ยืมจะต้องเสียค่าธรรมเนียม ครั้งละ 10 บาท
     2. การชำระหนี้ครั้งต่อไป
         2.1 นำ เงินฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์ของผู้กู้ที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้แก่ธนาคาร โดยต้องมีเงินในบัญชีมากพอกับต้นเงินงวดที่ต้องชำระกับงวดที่ค้างชำระ(หากมี ) และค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้ หรือค่าธรรมเนียมจัดการกรณีผิดนัดชำระหี้
         2.2 ชำระที่เคาน์เตอร์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ

    ตารางแสดงการคำนวณเงินต้นและดอกเบี้ย     ตารางตัวอย่างแสดงการผ่อนชำระของยอดเงินกู้ 100,000 บาท โดยแยกเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยในแต่ละปี    

ปีที่ผ่อน
ชำระ

ยอดเงินกู้
คงเหลือ
ตามสัญญา

การผ่อนชำระ
เงินต้น
ร้อยละต่อปี

เงินต้นที่
ต้องชำระ
แต่ละงวด

ดอกเบี้ย
ร้อยละ 1 ต่อปี

ยอดเงินต้น
และดอกเบี้ย

*บวกค่าธรรมเนียม
การโอนเงิน

1

100,000

1.5

1,500

-

1,500

10

2

98,500

2.5

2,500

985

3,485

10

3

96,000

3.0

3,000

960

3,485

10

4

93,000

3.5

3,500

930

4,430

10

5

89,500

4.0

4,000

895

4,895

10

6

85,500

4.5

4,500

855

5,355

10

7

81,500

5.0

5,000

810

5,810

10

8

76,000

6.0

6,000

760

6,760

10

9

70,000

7.0

7,000

700

7,700

10

10

63,000

8.0

8,000

630

8,630

10

11

55,000

9.0

9,000

550

9,550

10

12

46,000

10.0

10,000

460

10,460

10

13

36,000

11.0

11,000

360

11,360

10

14

25,000

12.0

12,000

250

12,250

10

15

13,000

13.0

13,000

130

13,130

10

 

 

100.0

100,000

9,275

109,275

 

          สูตรการคำนวณดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ          

หมายเหตุ :    * หมายถึง จำนวนเงินกู้ยืมทั้งหมด หักด้วยจำนวนเงินต้นที่ชำระแล้ว
                   ** นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ หรือวันที่ชำระหนี้ครั้งล่าสุดถึงวันชำระเงิน

หมายเหตุ :    * หมายถึง จำนวนเงินที่ต้องชำระในงวดที่ค้างชำระในแต่ละงวด
                   ** อัตราเบี้ยปรับ 12% คิดจากเงินต้นงวดที่ค้างชำระไม่เกิน 12 เดือน และ 18% คิดจากเงินต้นงวดที่ค้างชำระเกินกว่า 12 เดือน      

การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี

หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีผู้กู้ยืม กยศ.

และตัวอย่างการกรอกใบชำระค่าทนายความ

พิมพ์ใบชำระค่าทนายความ (แบบฟอร์ม 9067)

- กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอาจจะจัดให้มีโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี โดยให้ลูกหนี้เข้าร่วมโครงการเพื่อ

          - ทำสัญญาประนีประนอมยอมความก่อนฟ้องคดี

          - ทำคำรับรองขอชำระหนี้ที่ค้างภายในระยะเวลาที่กองทุนกำหนด

          - ทำหนังสือรับสภาพหนี้ (เพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดี)

          - มีหนังสือบอกเลิกสัญญากู้ยืมและให้ชำระหนี้ทั้งหมดภายในเวลาที่กำหนด

           ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ติดต่อกันนาน 4 ปีขึ้นไป และไม่ได้เข้าร่วมโครงการไกล่เกลี่ยหนี้ก่อนฟ้องคดีที่กองทุนฯ จัดขึ้น กองทุนฯ จะอนุมัติให้ทนายความดำเนินคดีกับผู้กู้ยืมต่อไป โดยทนายความจะยื่นฟ้องผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันต่อศาล  โดยจะยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่ผู้กู้ยืมมีภูมิลำเนาที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน  (คดีส่วนมากจะเป็นคดีมโนสาเร่ คือ มีทุนทรัพย์ ยอดหนี้ ณ วันฟ้อง ทั้งต้นเงิน ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ รวมกันไม่เกิน 300,000.- บาท ) เมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้ว ศาลจะมีหมายเรียกพร้อมส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลย โดยแจ้งกำหนดวันนัดให้จำเลยไปศาลเพื่อยื่นคำให้การแก้คดี  หรือเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาท  (ทำสัญญาประนีประนอมยอมความหลังฟ้อง)

แนวปฏิบัติเมื่อได้รับหนังสือแจ้งภาระหนี้

ประเภทกองทุน กยศ.

ผู้กู้ยืมจะได้รับจดหมายแจ้งภาระหนี้หลังจากสำเร็จการศึกษา หรือเลิกการศึกษามาแล้วเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งผู้กู้ยืมจะต้องมีหน้าที่ชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนตามอัตราระยะเวลา และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุน โดยธนาคารจะส่งจดหมายแจ้งภาระหนี้ให้แก่ผู้กู้ยืมในปีที่ครบกำหนดชำระหนี้งวดแรกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพื่อแจ้งจำนวนยอดเงินกู้ทั้งหมด จำนวนยอดหนี้คงเหลือ  จำนวนเงินต้นที่ต้องชำระงวดแรก ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน รวมทั้งตารางการชำระหนี้ของแต่ละปี

ดังนั้น เมื่อผู้กู้ยืมได้รับจดหมายแจ้งภาระหนี้ ให้ผู้กู้ยืมดำเนินการดังนี้

1.       ผู้กู้ยืมจะต้องชำระหนี้งวดแรกภายในวันที่ 5 กรกฎาคม ของปีที่ครบกำหนดชำระหนี้งวดแรก

2.       ผู้กู้ยืมสามารถติดต่อแจ้งความประสงค์ชำระหนี้ได้ที่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศที่ท่านสะดวก

3.       ผู้กู้ยืมต้องกรอกรายละเอียดใน หนังสือแสดงตนในการชำระหนี้” (แบบฟอร์ม กยศ.201) เพื่อแสดงตนในการชำระหนี้ครั้งแรก

4.       ผู้กู้ยืมกรอกรายละเอียดในสลิปชำระหนี้ ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน, ประเภทกองทุน และจำนวนเงินที่ประสงค์จะชำระหนี้

5.       เมื่อชำระหนี้เรียบร้อยแล้ว ผู้กู้ยืมจะได้รับใบรับเงินเพื่อชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นหลักฐาน

หมายเหตุ ผู้กู้ยืมจะต้องเริ่มชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้งวดแรก ซึ่งดอกเบี้ยจะคำนวณจากยอดหนี้คงเหลือ  โดยจะต้องชำระหนี้ภายในวันที่ 5 กรกฎาคม ของทุกปี และจะต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 15 ปี นับจากวันครบกำหนดชำระหนี้งวดแรก

หากผู้กู้ยืมมาชำระหนี้หลังวันที่ 5 กรกฎาคม ของทุกปี จะถือว่าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งผู้กู้ยืมจะต้องชำระค่าเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของเงินต้นงวดที่ค้างชำระในงวดนั้นกรณีค้างชำระไม่เกิน 12 เดือน และจะต้องชำระค่าเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของเงินต้นงวดที่ค้างชำระทั้งหมดกรณีค้างชำระเกิน 12 เดือน